วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)


E-Book คืออะไร? 
          หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Book ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะคล้ายหนังสือจริง สามารถเปิดอ่านได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะพิเศษคือสามารถสื่อสารกับผู้อ่านในลักษณะของมัลติมีเดียได้ ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง แต่ยังคงรักษารูปแบบความเป็นหนังสือไว้ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หรือลักษณะการเปิดอ่าน




โปรแกรมที่ใช้สร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book มีอยู่หลายโปรแกรม แต่ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันได้แก่
        
1. โปรแกรมชุด FilpAlbum



2. โปรแกรม DeskTop Author



3. โปรแกรม Flip Flash Album


**ชุดโปรแกรมทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับอ่าน (Reader) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะเปิดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ ประกอบด้วย
        1.1 โปรแกรมชุด FlipAlbum จะมีแฟ้มนามสกุล .opf ต้องใช้โปรแกรม Flip Viewer
        1.2 โปรแกรมชุด DeskTop Author จะมีแฟ้มนามสกุล .dml ต้องใช้โปรแกรม DNL Reader
        1.3 โปรแกรมชุด Flip Flash Album จะมีแฟ้มนามสกุล .swf ต้องใช้โปรแกรม Flash Player

ความแตกต่างระหว่างหนังสือกระดาษ VS หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

1. หนังสือทั่วไปใช้กระดาษ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช้กระดาษ
2. หนังสือทั่วไปมีข้อความและภาพประกอบธรรมดา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สามารถสร้างให้มี
    ภาพเคลื่อนไหวได้
3. หนังสือทั่วไปไม่มีเสียงประกอบ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถใส่เสียงประกอบได้
4. หนังสื่อทั่วไปแก้ไขปรับปรุงได้ยาก หนังสื่ออิเล็กทรอนิกส์สามารถแก้ไขและปรับปรุงข้อมูล 
    (update)ได้ง่าย
5. หนังสือทั่วไปสมบูรณ์ในตัวเอง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถสร้างจุดเชื่อมโยง (links) ออก
   ไปเชื่อมต่อกับข้อมูลภายนอกได้
6. หนังสือทั่วไปต้นทุนการผลิตสูง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้นทุนในการผลิตหนังสือต่ำ 
    ประหยัด
7. หนังสือทั่วไปมีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีขีดจำกัดในการจัดพิมพ์
    สามารถทำสำเนาได้ง่ายไม่จำกัด
8. หนังสือทั่วไปเปิดอ่านจากเล่ม  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้องอ่านด้วยโปรแกรม ผ่านทาง
   หน้าจอคอมพิวเตอร์
9. หนังสือทั่วไปอ่านได้อย่างเดียว หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นอกจากอ่านได้แล้วยังสามารถ
   สั่งพิมพ์ (print)ได้
10. หนังสือทั่วไปอ่านได้1 คนต่อหนึ่งเล่ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 1 เล่ม สามารถอ่านพร้อมกัน 
    ได้จำนวนมาก (ออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต)
11. หนังสือทั่วไปพกพาลำบาก (ต้องใช้พื้นที่) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์พกพาสะดวกได้ครั้งละ
    จำนวนมากในรูปแบบของไฟล์คอมพิวเตอร์ใน Handy Drive หรือ CD
12. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


ข้อดีข้อเสียของ e-Book


ข้อดีของ e-Book

1. อ่านที่ไหน เมื่อไหร่ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากพกไปได้ตลอดและได้จำนวนมาก
2. ประหยัดการตัดไม้ทำลายป่า เพราะไม่ต้องตัดไม้มาทำกระดาษ
3. เก็บรักษาได้ง่าย ประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ ประหยัดค่าเก็บรักษา
4. ค้นหาข้อความได้ ยกเว้นว่าอยู่ในลักษณะของภาพ
5. ใช้พื้นที่น้อยในการจัดเก็บ (cd 1 แผ่นสามารถเก็บ e-Book ได้ประมาณ 500 เล่ม)
6. อ่านได้ในที่มืด หรือแสงน้อย
7. ทำสำเนาได้ง่าย
8. จำหน่ายได้ในราคาถูกกว่าในรูปแบบหนังสือ
9. อ่านได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เพราะไม่ยับหรือเสียหายเหมือนกระดาษ
10. สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทาง แค่คลิกเดียวก็สามารถเลือกอ่านหนังสือที่ต้องการได้ทันที
11. เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาธรรมชาติ โดยลดการใช้กระดาษกับ True e-Book


ข้อเสียของ e-Book




1. ต้องอาศัยพลังงานในการอ่านตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือแบตตารี่
2. เสียสุขภาพสายตา จากการได้รับแสงจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์
3. ขาดความรู้สึก หรืออรรถรส หรือความคลาสสิค
4. อาจเกิดปัญหากับการ ลง hardware หรือ software  ใหม่หรือแทนที่อันเก่า
5. ต้องมีการดูแลไฟล์ให้ดี ไม่ให้เสียหรือสูญหาย
6. การอ่านอาจเกิดอันตรายต่อสายตา
7. เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย

8. ไม่เหมาะกับบาง format เช่น รูปวาด รูปถ่าย แผนที่ใหญ่ เป็นต้น







วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แฟ้มสะสมงานออนไลน์ทั้งหมด อ.อาจณรงค์

นางสาวปิยะธิดา ควรประกอบกิจ 55540168 (403)

 งานชิ้นที่ 1 Resources Card



งานชิ้นที่ 2 วิเคราะห์ พรบ.  การศึกษาหมวด 9




งานชิ้นที่ 3  ขอบข่ายของเทคโนโลยีการศึกษาสหรัฐอเมริกา




งานชิ้นที่ 4 ขอบข่ายวิจัยทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา




งานชิ้นที่ 5  แหล่งการเรียนรู้แต่ละกลุ่มสาระ









งานชิ้นที่ 6    การประเมินแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ 





งานชิ้นที่ 7 การศึกษาแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ (บ้านสุขาวดี)


งานชื้นที่  8 แผนการจัดการเรียนรู้










วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เเบบฝึกหัด โทรคมนาคมเพื่อการศึกษา


1.1.โทรคมนาคม หมายถึงอะไร และมีประโยชน์ทางการศึกษาอะไรบ้าง

ตอบ      การส่งสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพ เสียงโดยใช้กระบวนการที่หลากหลาย เช่น 
             คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้า หรือเคเบิลใยแก้วนำแสง ดาวเทียม เป็นต้น ไปยังผู้รับสารที่
             ต้องการเรียนรู้หรือการจัดการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ  

2.การใช้ Facebook เป็นโทรคมนาคมเพื่อการศึกษาหรือไม่ ถ้าเป็นจงยกตัวอย่าง ประโยชน์ของ Facebook 
ตอบ       เป็นโทรคมนาคมเพื่อการศึกษา  เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ในการสื่อสารระยะไกล เป็นการผสม
              ผสานของสัญญาณภาพ สัญญาณเสียงและข้อมูลผนวกกับเทคโนโลยีของเครือข่ายและการ           
              สื่อสารเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์ที่สามารถโต้ตอบกันแบบ Real-time ระหว่าง
              กลุ่ม 2 กลุ่มหรือมากกว่าซึ่งอยู่ห่างไกลกัน 

3.นิสิตสามารถรับชมโทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียมได้ด้วยวิธีทางใดบ้าง
ตอบ      ระบบ DSTV เป็นระบบโทรทัศน์ผ่านจานรับสัญญาณดาวเทียม ในย่านความถี่ KU-Band 
              ระบบ CATV เป็นระบบโทรทัศน์ผ่านสายเคเบิล ซี่งสามารถรับชมได้ ในเขตกรุงเทพมหานคร 
              และจังหวัดปริมณฑล แต่สามารถรับชมรายการได้เพียง 7 ช่อง และต้องเสียค่าบริการรายเดือน  
              กับบริษัทเคเบิลทีวีที่ให้บริการ



4.ประโยชน์ของโทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียมมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ       สามารถใช้ประโยชน์จากการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม โดยวิธีการศึกษาผ่านระบบ
              อินเทอร์เน็ตได้อีกทางหนึ่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในด้านเนื้อหาวิชา ทั้งในระบบรายการถ่ายทอด
              สด (Live Broadcast) และระบบรายการตามคำสั่ง (On Demand) ทางเว็บไซต์ของ มูลนิธิการ
              ศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และ สถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  



5.นิสิตรับชมรายการจาก http://www.youtube.com/watch?v=OvUsY7oTEQc และจงอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของสถานีโทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียมไทยคม 
ตอบ       การส่งสัญญาดาวเทียมไทยคมจากโรงเรียนวังไกลกังวล (หัวหิน) ประจวบคีรีขันธ์ ไปถึงทุก
              โรงเรียนทั่วประเทศเกิดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริ เพื่อการศึกษามีคุณภาพเท่าเทียมกันทั้ง               
              ประเทศ และแก้ปัญหา อาทิ เช่น ครูขาดแคลน เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2538 
              เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 
              50 ปี นอกจากนี้ ครูโรงเรียนไกลกังวนได้ศึกษานอกสถานที่เพื่อถ่ายทอดเป็นความรู้ รายการ
              และได้รับพระราชทานชื่อรายการว่า ศึกษาทัศน์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงได้สอน
              เรื่องดินและฝนหลวงในรายการศึกษาทัศน์นี้อีกด้วย 

6.ให้นิสิต Post รูปภาพเกี่ยวกับโทรคมนาคมเพื่อการศึกษาลงใน Weblog 

ตอบ 






แบบฝึกหัด สื่อมวลชนเพื่อการศึกษา

แบบฝึกหัด 

1.สื่อมวลชนเพื่อการศึกษามีกี่ประเภทอะไรบ้าง

ตอบ        มี  6 ประเภท คือ
               1.สิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร หนังสือ และสิ่งตีพิมพ์ประเภทอื่นๆ
               2.ภาพยนตร์ ทั้งภาพยนตร์เรื่อง ภาพยนตร์สารคดี และภาพยนตร์ทางการศึกษาบางประเภท
               3.วิทยุกระจายเสียง ได้แก่วิทยุที่ส่งรายการออกอากาศ ทั้งระบบ AM และ FM
                  รวมไปถึงระบบ    เสียงตามสาย
               4.วิทยุโทรทัศน์ เป็นสื่อทางภาพและทางเสียงที่เผยแพร่ออกไป ทั้งประเภทออกอากาศ
                  และส่งตามสาย
               5.สื่อสารโทรคมนาคม เป็นผลจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี
                  มีการส่ง ข้อความ เสียง ภาพ ตัวพิมพ์ สัญลักษณ์ต่างๆ ได้หลากหลาย ครอบคลุมกิจการ
                  สื่อสารผ่านดาวเทียม โทรภาพ โทรพิมพ์
               6.สื่อวัสดุบันทึก ได้แก่เทปบันทึกเสียง เทปบันทึกภาพ แผ่นบันทึกเสียง แผ่นบันทึกภาพ
                  ซึ่งกลายเป็นสื่อมวลชน เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้สามารถผลิตเผยแพร่ได้มาก
                  และรวดเร็ว



2.คุณค่าของสื่อมวลชนเพื่อการศึกษามีอะไรบ้าง จงอธิบาย

ตอบ         คุณค่าของสื่อมวลชนด้านการศึกษาได้ดังนี้ คือ
                1.กระตุ้นความสนใจการรับความรู้ข่าวสารจากสื่อมวลชน เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นตามความ
                   พอใจ ของแต่ละบุคคล แตกต่างจากการเรียนในห้องเรียนที่มีครูบังคับควบคุม
                2.ความเข้าใจเรื่องราวสื่อมวลชนโดยทั่วไป จะเสนอความรู้ข่าวสารที่ผู้รับสามารถรับรู้ และ
                   เข้าใจโดยง่าย โดยอาศัยเทคนิควิธีการต่างๆ
                3.อิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติ ความเชื่อ
                   ค่านิยมของบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่สอนได้ยากด้วยวิธีการสอนทั่วๆไป
                4.คุณค่าของเนื้อหา มีลักษณะที่เป็นคุณค่าสำคัญ 3 ประเภทคือ
                   4.1 ความหลากหลาย
                   4.2 ความทันสมัย
                   4.3 ความเกี่ยวข้องกับชีวิตและสังคม สามารถนำไปใช้ได้ทันที
                5.ความสะดวกในการรับ
                6.การลงทุนทางการศึกษาเป็นการลงทุนที่ถูกมาก



3.ให้นิสิตยกตัวอย่างสื่อมวลชนเพื่อการศึกษามา 1 รายการ พร้อมอธิบายประโยชน์ของรายการนั้น ๆ



ตอบ      รายการครูมืออาชีพ จากโทรทัศน์ครู รายการที่มุ่งหวังให้ครูไม่ใช่เพียงมี "อาชีพครู"
              แต่เป็น "ครูมืออาชีพ  ประโยชน์ที่ได้รับจากรายการนี้คือ ได้รับความรู้จากวิธีการสอนที่มีแนวคิด
              แบบใหม่ๆ  เทคนิคการสอนที่แตกต่างจากในห้องเรียนทั่วๆไป และเพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจ
              ให้กับผู้ที่เป็นครูได้มีความคิดริเริ่มในการพัฒนาและบูรณาการการสอนให้ดียิ่งขึ้นไป

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ศึกษานอกสถานที่ ณ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล

วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 ในวิชาเทคโนโลยีการศึกษา ได้ไปเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลสื่อที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้จัดแสดงความรู้นั้น มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หุ่นจำลอง ของจริง ตู้อันตรทัศน์ กระบะทราย เป็นต้น


และความรู้ที่ได้รับอีกนั้นก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์น้ำที่จัดแสดงอยู่ภายในสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ไม่ว่าจะเป็น ชนิดของเต่าทะเล ชนิดของปลาวาฬ ว่ามีกี่ชนิดอะไรบ้าง ความแตกต่างของม้าน้ำตัวผู้และตัวเมีย และหอยชนิดต่างๆว่ามีกี่ชนิด รูปร่างเป็นอย่างไร





สุดท้าย ถ่ายรูปหมู่กันหน่อย เฮ้ๆๆๆๆๆๆๆ \\^^//



วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมศึกษาดูงานที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา


 จันทร์ที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๙.๓๐-๑๑.๐๐ ได้ไปอบรมการใช้เทคโนโลยีการศึกษาที่สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยบูรพา ทำให้รู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้ในสำนักหอสมุดว่าเป็นอย่างไร ใช้อย่างไร มีระบบปฏิบัติการใดบ้าง


ซึ่งสำนักหอสมุดนั้นได้เปิดบริการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย และเป็นระดับสากล ทำให้นิสิตได้รับความสะดวกสบายในการใช้บริการ ยืมคืนหนังสือ หรือแม้แต่การค้นห้าหนังสือ วารสารที่ต้องการโดยง่ายดาย 

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัด


1. ประเภทของสื่อเทคโนโลยีการศึกษาที่แบ่งตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้กี่ประเภทอะไรบ้าง
ตอบ       4 ประเภท คือ 1. สื่อโสตทัศน์
       2. สื่อมวลชน
       3. สื่ออิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม รวมคอมพิวเตอร์
       4. สื่อที่เป็นแหล่งวิทยากร เช่น หอมสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

2. ประเภทของสื่อเทคโนโลยีการศึกษาที่แบ่งตามลักษณะทั่วไปได้กี่ประเภท อะไรบ้าง จงหาภาพมาประกอบ
ตอบ       แบ่งได้  3 ประเภท ดังนี้
1. สื่อประเภทใช้เครื่องฉาย ( projected aids) เช่น
                                1.1  สไลด์ใช้กับเครื่องฉายสไลด์ 
                                1.2  แผ่นภาพโปร่งใสกับเครื่องฉายภาพข้ามศรีษะ
                                1.3   ฟิล์มภาพยนตร์กับเครื่องฉายภาพยนตร์   เป็นต้น






2. สื่อประเภทไม่ใช้เครื่องฉาย (nonprojected aids) เช่น                                
 รูปภาพ แผนภูมิ แผนสถิติ ของจริง ของจำลอง เป็นต้น







     

 3. สื่อประเภทเครื่องเสียง (Audio aids) เช่น                
 เทปเสียง แผ่นซีดี วิทยุ เป็นต้น



3. ประเภทของเทคโนโลยีการศึกษาที่แบ่งตามประสบการณ์ เป็นของนักการศึกษาท่านใด และมีการจัดประสบการณ์จากนามธรรมไปสู่รูปธรรมโดยเริ่มต้นจากประสบการณ์ใดไปประสบการณ์ใดจงอธิบาย ตอบ      เอด การ์เดล ได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง                                      สื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้                              และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยพัฒนาความคิดของ Bruner                               ซึ่งเป็นนักจิตวิทยานำมาสร้าง เป็นกรวยประสบการณ์ (Cone of Experiencess)
ขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้และการใช้สื่อแต่ละประเภท ดังนี้
1.  ประสบการณ์ตรง  เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเองจากประสาทสัมผัสทั้งห้า  ซึ่งเกิดจากการได้ปฏิบัติกิจกรรมและได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริง เช่น เล่นกีฬา ทำอาหาร ปลูกพืชผักหรือเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
2.  ประสบการณ์รอง  เป็นประสบการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด เนื่องจากประสบการณ์ตรงบางอย่างนั้นไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง อาจเป็นอันตรายเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้  อาจมีความยุ่งยากสลับซับซ้อน  มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป    ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงได้ จึงจำเป็นต้องจำลองหรือเลียนแบบให้มี  ลักษณะที่ใกล้เคียงหรือเหมือนจริงมากที่สุด  เพื่อความสะดวก ปลอดภัยและง่ายต่อความเข้าใจ  เช่น  สถานการณ์จำลอง  หุ่นจำลอง   เป็นต้น
3.  ประสบการณ์นาฏการ เป็นการจำลองสถานการณ์อย่างหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงความเหมือนหรือใกล้เคียงกับประสบการณ์จริง  เพื่อจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนด้วยเหตุที่มี ข้อจำกัดต่างๆ ได้แก่   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อในอดีต  สถานที่ หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม  ซึ่งไม่สามารถจัดเป็นประสบการณ์รองได้   เช่น  การแสดงละคร  บทบาทสมมุติ  เป็นต้น
4.  การสาธิต  เป็นการกระทำหรือแสดงให้ดูเป็นแบบอย่างประกอบการอธิบายหรือบรรยาย เช่น
การสาธิตการผายปอด การสาธิตการเล่นของครูพละ เป็นต้น
5.  การศึกษานอกสถานที่  เป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ได้จากแหล่งความรู้ภายนอกห้องเรียนในสภาพความเป็นจริง  ได้แก่ สถานที่สำคัญ เช่น โบราณสถาน โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
6.  นิทรรศการ  เป็นการนำประสบการณ์ที่สามารถสัมผัสได้หลาย ๆ ด้าน มาจัดแสดงผสมผสานร่วมกัน
เช่น ของจริง หุ่นจำลอง วัสดุสาธิต ภาพยนตร์ เป็นต้น
7.  โทรทัศน์และภาพยนตร์ เป็นประสบการณ์ที่ให้ทั้งภาพเคลื่อนไหวและมีเสียงประกอบ   แต่โทรทัศน์  มีความเป็นรูปธรรมมากกว่าภาพยนตร์  เนื่องจากโทรทัศน์สามารถนำเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น  ในขณะนั้นมาให้ชมได้ในเวลาเดียวกันที่เรียกว่า การถ่ายทอดสดในขณะที่ภาพยนตร์เป็น การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องผ่านกระบวนการล้างและตัดต่อฟิล์มก่อนจึงจะนำมาฉายให้ชมได้
8.  การบันทึกเสียง วิทยุและภาพนิ่ง เป็นประสบการณ์ที่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทางตาหรือทางหู  เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
9.  ทัศนสัญลักษณ์  เป็นสัญลักษณ์ที่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทางตา  เช่น แผนภูมิ ภาพโฆษณา
การ์ตูน แผนที่ เป็นต้น

10. วจนสัญลักษณ์
เป็นสัญลักษณ์ทางภาษา  เช่น คำพูด คำอธิบาย หนังสือ เอกสาร แผ่นพับ เป็นต้น





4. การสื่อสารหมายถึงอะไร
ตอบ       การสื่อสาร เป็นกระบวนการถ่ายทอกแลกเปลี่ยนเรื่องราว ความต้องการ ความคิดเห็น ความรู้สึกระหว่าง 
               ผู้ส่ง-ผู้รับ ผ่านสื่อช่องทาง

5. สื่อและเทคโนโลยีการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารในองค์ประกอบใด จงอธิบาย
ตอบ       1.  ผู้ส่งสาร (Source)  คือ บุคคล กลุ่มบุคคล หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการสื่อสาร ที่เป็นผู้เริ่มต้นส่งสารด้วยการแปลสารนั้นให้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์ ที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนความคิด  
2.  สาร (Message)  คือ เรื่องราวที่มีความหมายหรือสิ่งต่างๆ ที่อาจอยู่ในรูปของข้อมูล ความคิด ความต้องการ อารมณ์ฯ ซึ้งถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ให้ได้รับรู้และแสดงออกมา โดยอาศัยภาษาหรือสัญลักษณ์ใดๆที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันได้
3.  สื่อหรือช่องทาง (Media or Channel) คือ สื่งที่เป็นพาหนะของสาร ทำหน้าที่จากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร
4.  ผู้รับ (Receiver)  คือ บุคคล กลุ่มบุคคล หรือมวลชนที่รับเรื่องราวข่าวสารจากผู้ส่งสาร และแสดงปฏิกิริยาตอบกลับต่อผู้ส่งสาร หรือส่งสารต่อไปถึงผู้รับสารคนอื่นๆตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร
5.  ผล (Effect)  คือ  สิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ส่งส่งเรื่องราวไปยังผู้รับ  ผลที่เกิดขึ้นคือ  การที่ผู้รับอาจมีความเข้าใจหรือไม่รู้เรื่อง  ยอมรับหรือปฏิเสธ  พอใจหรือโกรธ สิ่งเหล่านี้เป็นผลของการสื่อสาร 6.  ผลป้อนกลับ  (Feedback)  เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องจากผลซึ่งผู้รับส่งกลับมายังผู้ส่ง  โดยผู้รับอาจแสดงอาการให้เห็น เช่น  ง่วงนอน  ปรบมือ  ยิ้ม  พยักหน้า  ส่ายหน้า  เพื่อเป็นข้อมูลที่ทำให้ผู้ส่งทราบว่า  ผู้รับมีความพอใจหรือมีความเข้าในในความหมายที่ส่งไปหรือไม่

6. จงเขียนแบบจำลองของการสื่อสารของเดวิดเบอร์โล มาพอเข้าใจ
ตอบ       เดวิด เค เบอร์โล (David K. Berlo) เสนอแบบจำลองการสื่อสารไว้    เมื่อปี พ.. 2503 โดยอธิบายว่า การสื่อสารประกอบด้วยส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญ 6 ประการ คือ
                1. ต้นแหล่งสาร (communication source)
2. ผู้เข้ารหัส (encoder)
3. สาร (message)
4. ช่องทาง (channel)
5. ผู้ถอดรหัส (decoder)
6. ผู้รับสาร (communication receiver)
จากส่วนประกอบพื้นฐานสำคัญ 6 ประการนั้นเบอร์โลได้นำเสนอเป็นแบบจำลองการสื่อสารที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปว่า "แบบจำลองSMCR ของเบอร์โล"(Berlo's SMCR Model) โดยเบอร์โลได้รวมต้นแหล่งสารกับผู้เข้ารหัสไว้ในฐานะต้นแหล่งสารหรือผู้ส่งสาร และรวมผู้ถอดรหัสกับผู้รับสารไว้ในฐานะผู้รับสาร แบบจำลองการสื่อสารตามแนวคิดของเบอร์โลนี้ จึงประกอบไปด้วย S (Source or Sender) คือ ผู้ส่งสาร M (Message) คือ สาร C (Channel) คือ ช่องทางการสื่อสาร R (Receiver) คือ ผู้รับสาร ซึ่งปรากฏในภาพต่อไปนี้







7. อุปสรรคของการสื่อสารมีอะไรบ้าง
ตอบ       อุปสรรคของการสื่อสารที่เกิดขึ้นมีหลายลักษณะ  มีดังนี้ 
1. ผู้ส่งสาร   ถ้าผู้ส่งสารขาดพื้นความรู้และประสบการณ์ในเรื่องที่จะสื่อสาร  แต่จำต้องพูดหรือเขียนออกไป  ก็จะทำให้การสื่อสารนั้นกระท่อนกระแท่น  ถ้าผู้ส่งสารขาดความสนใจในเนื้อเรื่อง หรือในประเด็นของเรื่องที่สื่อสาร  สารที่ส่งออกไปก็จะไม่น่าสนใจ  และไม่สู้จะมีความหมายแก่ผู้รับสารนัก    
2. สาร   ถ้าซับซ้อนเกินไป  หรือห่างไกลจากประสบการณ์ของผู้รับสารมากเกินไป หรือมีความขัดแย้งกันในตัวสารนั้น  ผู้รับสารก็จะเกิดความสับสน  นอกจากนี้ถ้าตัวสารมีเนื้อความ ซ้ำๆ ประโยคเยิ่นเย้ สารนั้นเองก็จะกลายเป็นอุปสรรคของการสื่อสาร  เพราะผู้รับสารไม่สนใจหรืองุนงงสงสัยดังกล่าว 
3. ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร  ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร  ถ้าผู้รับสารไม่สามารถเข้าใจได้  หรือเข้าใจเพียงเลือนลาง   หรือเป็นสำนวนภาษาที่ไม่ตรงตามเนื้อหาของเรื่องราวที่จะส่งสาร  ภาษที่ใช้นั้นก็จะกลายเป็นอุปสรรค
4. ผู้รับสาร   ถ้าผู้รับสารขาดพื้นฐานความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านหรือฟัง  ย่อมไม่สามารถเข้าใจสารที่ส่งมาได้  หรือหากจะเข้าใจเพียงครึ่งๆ กลางๆเท่านั้น  หรือการขาดความสนใจและการมีความรู้สึกไม่ดีของผู้รับเช่นเดียวกัน  เพราะถ้าไม่สนใจและมีความรู้สึกที่ไม่ดี  ย่อมไม่มีความพร้อมจะรับสาร   
5. สื่อ   ถ้าสื่อในการนำสารขัดข้อง  เช่น  พูดกันในสถานที่ที่มีเสียงอื้ออึงรบกวน  พูดผ่านเครื่องขยายเสียงที่ปรับไม่พอเหมาะ  พูดผ่านเครื่องโทรศัพท์ที่มีความขัดข้องทางเทคนิค  ก็ย่อมทำให้ผู้รับสารได้ไม่สะดวก  หรืออาจรับไม่ได้เลย 
          6. กาลเทศะและสภาวะแวดล้อม   เวลา  สถานที่  และสภาพแวดล้อม  ที่เหมาะสมย่อมให้เกิดการสื่อสารที่ดี  ตรงกันข้ามเวลา  สถานที่  และสภาพแวดล้อม  ที่ไม่เหมาะสมก็อาจเป็นอุปสรรคแก่การสื่อสาร 
        

8. บทเรียน e-Learning เป็นส่วนใดขององค์ประกอบของการสื่อสาร
ตอบ       สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ สื่อระหว่างบุคคล คือผู้เรียนกับผู้สอน

9. ครูบอยกำลังสอนเนื้อหาวิชาภาษาอังกฤษเรื่อง Grammar ด้วยวีดิทัศน์กับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จากข้อความดังกล่าวให้นิสิตเขียนแบบจำลองการสื่อสารของเดวิดเบอร์โล 
ตอบ      



10. การปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ณ หอประชุมธำรงบัวศรี เป็นการสื่อสารประเภทใด
ตอบ       การสื่อสารเเบบกลุ่มใหญ่